นั่งรถเมล์กลับบ้านตอนเย็นแล้วรู้สึกว่าเวียนหัวมาก พอลงจากรถมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเลยถึงบ้างอ้อ เพราะท้องฟ้ามันขมุกขมัวเหลือเกิน แสดงว่าเรากำลังแพ้อากาศแหง ๆ
เลยต้องกลับไปนอนที่บ้าน แล้วก็ทนไปพักใหญ่ ๆ กว่าจะทุเลาได้ ไม่งั้นเวียนหัวเหลือเกิน
นั่งรถเมล์กลับบ้านตอนเย็นแล้วรู้สึกว่าเวียนหัวมาก พอลงจากรถมองขึ้นไปบนท้องฟ้าเลยถึงบ้างอ้อ เพราะท้องฟ้ามันขมุกขมัวเหลือเกิน แสดงว่าเรากำลังแพ้อากาศแหง ๆ
เลยต้องกลับไปนอนที่บ้าน แล้วก็ทนไปพักใหญ่ ๆ กว่าจะทุเลาได้ ไม่งั้นเวียนหัวเหลือเกิน
หลังจากที่ได้พบหมออายุรกรรมเพื่อตรวจความดัน แล้วคุณหมอแนะนำให้ไปหาซื้อเครื่องวัดความดันมาวัดเองที่บ้าน เราก็ทำตามโดยการซื้อเครื่องวัดความดันดิจิตอลยี่ห้อ OMRON รุ่น SEM-1 มาใช้ ราคาไม่เท่าไหร่ 1,800 บาท
พอซื้อมาแล้วก็วัดความดันตัวเองวันล่ะสองครั้งวัดมาได้สามวันแล้ว ซึ่งผลปรากฎว่าความดันปรกติดีเฉลี่ยอยู่ที่ 110/70 ถึง 120/80
โดยการวัดจะทำตอนเช้าก่อนที่จะกินยา fulox + lorazepam เพื่อดูว่าถ้าตรวจความดันในตอนที่ยาคลายกังวลไม่ออกฤทธิ์นั้น จะมีผลทำให้ความดันเป็นยังไงบ้าง ซึ่งก็พบว่าปรกติดี แล้วก็ตรวจอีกครั้งนึงหลังจากที่อาบน้ำตอนเช้าแล้ว ซึ่งก็พบว่าปรกติดีเช่นกัน
คราวนี้เลยทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด ดังนั้นการที่เราตรวจความดันที่โรงพยาบาลแล้วมันสูง แล้วรีบปักใจเชื่อทันทีว่าตัวเองความดันสูงจึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะมันกลายเป็นว่าเราต้องมากังวลว่าตัวเองความดันสูง ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วตัวเราไม่ได้ความดันสูงเลย
โชคดีที่ไม่ได้กินยาลดความดันเข้าไป ไม่งั้นคงได้ความดันต่ำแหง ๆ เลย
แต่ยังไงก็คงต้องตรวจความดันทุกวันนั่นแหล่ะ เพราะซื้อเครื่องตรวจมาแล้วนี่ แพงด้วยต้องใช้ให้คุ้ม
หลังจากไม่ได้ panic มาหลายสัปดาห์ ในที่สุดวันนี้ก็ panic จนได้
สาเหตุน่าจะมาจากการที่ใช้สมองคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้เรื่องเปื่อย ตลอดการเดินทางจากบ้านมาที่ทำงาน พอมาถึงที่ทำงานแล้วก็รู้สึกว่ามีความคิดนึงยังแล่นอยู่ในสมองตลอดเลย นั่นก็คือรู้สึกเหมือนมีเพลง “ผู้ชายห่วย ๆ” ของมาช่าดังก้องวนไปวนมาในหัวไม่หยุดซะที
พอมานั่งกินข้าวต้มแล้วเหงื่อออกเพราะข้าวต้มร้อน ประกอบกับในหัวก็ยังฮัมเพลง “ผู้ชายห่วย ๆ ” อยู่ โดยที่เราเองก็ไม่ได้คิดจะคิดถึงมัน เราก็เริ่มมีกังวลนิด ๆ ว่าเมื่อไหร่มันจะหยุดวะเนี่ย เท่านั้นแหล่ะ panic เล็ก ๆ เลย เหงื่อแตกใหญ่เลย แถมอึดอัดนิด ๆ ด้วย แต่เราก็ปลง ๆ ก็นั่งกินข้าวต้มไปเรื่อย ๆ ไม่สนใจมัน เพราะเดี๋ยวก็ต้องกินยา fulox + lorazepam หลังอาหารเช้าอยู่แล้ว ช่างหัวมัน
สุดท้ายกว่าจะสงบลงไปได้ ก็หลังจากล้างหน้าล้างตาหลังกินข้าวต้มนั่นแหล่ะ
หลังจากทู่ซี้ทนเป็นหวัดมาตั้งแต่วันอังคาร ในที่สุดน้องสาวเห็นสภาพแล้วทนไม่ไหว เลยไล่เราไปหาหมอจนได้
หมอที่ตรวจเป็นหมออายุรกรรม ก่อนเจอหมอก็ชั่งน้ำหนัก ชั่งได้ 58.1 ก.ก. แล้วก็วัดความดันได้ 120/80 ปรกติ
เรื่องความดันนี่น่าสนใจมาก เพราะคราวนี้เป็นการตรวจที่สถานพยาบาล แต่กลับได้ค่าที่ปรกติ แสดงให้เห็นว่าเราคงเป็น white coat hypertension จริง แต่เนื่องจากก่อนไปหาหมอเพื่อตรวจหวัดนั้น ได้กินยา fulox + lorazepam ไปก่อนแล้วตั้งแต่เช้า ยามันคงออกฤทธิ์แล้วเลยละลาย anxiety จนไม่รู้สึกกลัวเครื่องวัดความดันแล้วกระมัง
สรุปแล้วได้ยามาสี่ตัวประกอบไปด้วย
งานนี้ต้องกินยาให้หมด เพราะจ่ายไปแพงซะเหลือเกิน
วันนี้ไปตรวจความดันตามที่หมอนัด หมอนัดไว้ 09.20 น. ก่อนเจอหมอก็ต้องชั่งน้ำหนักแล้วก็ตรวจความดันก่อน ผลที่ได้
น้ำหนัก : 57.4 ก.ก., ความดัน 152/92 (สูงโคตร)
คุยกับหมอแล้วตื่นเต้นมาก หมอเลยวัดความดันอีกทีก็ได้ 150/100 (ไม่เท่าเดิม) หมอเลยบอกว่าคราวนี้จะยังไม่ให้ยา แต่จะนัดมาเจออีกทีสามอาทิตย์ข้างหน้า พร้อมทั้งให้เจาะเลือดเพื่อหาอะไรอีกหลาย ๆ อย่างที่สงสัย
นอกจากนี้หมอก็แนะนำให้ซื้อเครื่องวัดความดันไปวัดเองที่บ้านด้วย เพราะรู้สึกว่าเราจะเกิดอาการ white coat hypertension
เมื่อวานรู้สึกโกรธผู้ร่วมงาน แล้วก็รู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก จากนั้นก็กังวลว่าจะหายใจไม่ออกมาตลอดจนถึงตอนนี้ คิดว่าถ้าทายไม่ผิด อาการหายใจไม่ออกที่เกิดขึ้นน่าจะเกิดจากโรคภูมิแพ้ ซึ่งแสดงว่าตอนนี้อากาศเปลี่ยนกลับมาหนาวเย็นอีกครั้งนึงแล้ว ทำให้อาการภูมิแพ้กำเริบขึ้นมา
อาการภูมิแพ้ที่เป็นยังดีที่เป็นไม่มาก ยังเป็นแบบพื้นฐานอยู่ คือ เหนื่อยง่าย แล้วก็บางครั้งก็หายใจไม่ทั่วปอด เลยพาลจะนึกไปว่าหายใจไม่ออก
อ่านในอินเตอร์เน็ตแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้อาการทุเลาจนเหมือนหายเป็นปรกติได้ก็คือ ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยวันล่ะ 30 นาที แล้วก็เลือกกินอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่เยอะ ๆ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือให้ซัดผักกับผลไม้มาก ๆ นั่นเอง
จริง ๆ แล้วก็นอนฝันทุกคืนนะ แต่สองคืนที่ผ่านมารู้สึกแปลก ๆ เพราะฝันแล้วทำให้เหนื่อย พอตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยอยู่พักนึงแล้วก็หายเหนื่อย ปรกติไม่เคยเป็นแบบนี้แฮะ
เมื่อวานงีบไปประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วถูกเรียกให้ลุกขึ้นมากินข้าวเย็น หลังจากนั้นก็ panic เลย แต่เป็นแค่ 5 นาทีก็หยุด ถือว่ายาที่กินเข้าไปช่วยได้เยอะเลย แต่อย่างน้อยตอนนี้ก็รู้แล้วว่าเรานอนงีบแบบนี้ไม่ได้ ถ้าจะนอนต้องนอนยาว ๆ ตอนกลางคืน 6 – 8 ชั่วโมงไปเลยแบบนั้น ถึงจะไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อวานครบกำหนดวันที่หมอนัด ได้พบคุณหมอแล้วก็เล่าผลข้างเคียงที่เกิดจากยาให้คุณหมอฟัง โดยเล่าว่ารู้สึกง่วงบ่อยแล้วก็หิวบ่อย รู้สึกกระเพาะอาหารมันขยับตัวบ่อย ทำให้รู้สึกคลื่นไส้ ซึ่งคุณหมอบอกว่าเป็นผลข้างเคียงจากยา FULOX
แล้วก็เล่าให้คุณหมอฟังอีกว่า ช่วงหลังจากกินยามีอาการ panic เกิดขึ้นอีก 2 ครั้ง แต่ล่ะครั้งเป็นด้วยระยะเวลาเท่าเดิมคือประมาณ 10 นาที แต่ความรุนแรงในการเป็นลดลงมาก ลดลงมาก ๆ
คุณหมอให้ยาชุดเดิมมา แล้วนัดอีกทีวันที่ 17 มกราคม 2551
หลังจากที่ต้องกินยาเพื่อรักษาโรค panic disorder ก็ทำให้รู้สึกว่าชีวิตเปลี่ยนแปลงไป เพราะตัวยามันทำให้ง่วงซึมซะเหลือเกิน ขนาดเข้านอนสี่ทุ่มตื่นเจ็ดโมง นอนไปตั้งเก้าชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกง่วงนอนอยู่ดี
แล้วพอง่วงนอนหนัก ๆ เข้า มันก็ไปกระตุ้นให้อาการ panic disorder กำเริบขึ้นมา แต่ก็คงเป็นเพราะฤทธิ์ของยากระมัง เลยทำให้อาการถึงจะกินเวลาราว 10 นาทีเหมือนเดิม แต่ความรุนแรงมันก็ลดน้อยถอยไปมาก อาการเป็นขึ้นมาแค่ครึ่งเดียวของเที่เคยเป็น ก็ถือว่ารักษาถูกทาง
ยาที่กินเข้าไปดูเหมือนจะทำให้เจริญอาหารด้วย ทำให้หิว แล้วพอหิวแล้วอดไม่ได้ต้องรีบกิน เพราะพอไม่กินแล้วร่างกายมันจะเกิดการต่อต้าน เกิดอาการเวียนหัวคลื่นไส้อยู่นั่นแหล่ะ จนกว่าจะยัดอาหารเข้าไปในร่างกายให้หายหิว อาการถึงจะยุติลง